Real Parenting

ฉบับที่ 65 : กรกฎาคม 2010

Back Issue | Next Issue

Buy Now | Subscribe Now

 

 

อ่านเรื่องย้อนหลัง ++

Menu for Kids

 

ส่งเสริมทักษะสมองลูกด้วยปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง
(Intrapersonal Intelligence)


นายแพทย์อนันต์ โลหะพัฒนบำรุง
กุมารแพทย์ ประจำโรงพยาบาลกรุงเทพระยอง

     ความฉลาดด้านนี้คือ ความสามารถในการรู้จักและตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเท่าทันตนเอง ควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมตามกาลเทศะและสถานการณ์ รู้ว่าเมื่อไรควรเผชิญหน้า เมื่อไรควรหลีกเลี่ยง เมื่อไรต้องขอความช่วยเหลือ มองภาพตนเองตามความเป็นจริง รู้ถึงจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้ว่าตนมีจุดแข็งหรือความสามารถในเรื่องใด

     มีความรู้เท่าทันอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความคาดหวัง ความปรารถนา และตัวตนของตนเองอย่างแท้จริงเป็นปัญญาด้านที่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกคนเช่นกัน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีความสุข
     สำหรับผู้ที่มีปัญญาด้านนี้โดดเด่นมักจะเป็นนักคิด นักปรัชญา นักวิจัย นักเขียนนวนิยาย ที่ปรึกษา นักบวช นักการศาสนา นักจิตวิทยา และผู้นำด้านต่างๆ
     คนดังระดับตำนานที่รู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ เพลโต นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก หรืออาริสโตเติล นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นศิษย์เอกของเพลโต
     สิ่งที่เป็นบุคลิกเฉพาะตัวอย่างเห็นได้ชัดของผู้มีทักษะนี้ เช่น รู้จักตนเอง รู้คุณค่าของตน รับรู้ความรู้สึกของคนอื่น มีพัฒนาการตนเองได้ดี ชอบสันโดษ เป็นตัวของตัวเองสูง มีความกระตือรือร้น มีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยตนเอง ชอบสรุปบทเรียน โปรดปรานการเขียนบันทึก และนิยมชมชอบที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง
     
     คำถามที่ใช้วัดแววหรือประเมินลูกรักว่ามีความสามารถในด้านนี้
หรือไม่ ได้แก่
     1. ใช้เวลาส่วนใหญ่ทำสมาธิ คิดคำถามเกี่ยวกับชีวิต
     2. ชอบเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเอง เรียนรู้ตนเอง
     3. สามารถตอบโต้โดยใช้ความสงบ
     4. มักคิดถึงเป้าหมายในชีวิตที่สำคัญ
     5. ชอบประเมินตนเองว่าประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย
     6. มีความชัดเจนในการประเมินจุดดีจุดด้อยของตัวเอง
     7. ชอบปลีกวิเวกเวลาต้องครุ่นคิดแก้ไขปัญหา
     8. ชอบเขียนสมุดบันทึกเพื่อไว้ประเมินผลงานและเป้าหมายในชีวิต
     9. มักเลือกสถานที่พักผ่อนซึ่งสงบเงียบ ไม่ชอบที่คนพลุกพล่าน
     10. มีความเป็นตัวของตัวเอง รู้ความคิดตัวเองว่าต้องการอะไรในชีวิต
     11. ชอบทำงานด้วยตัวเอง มีกิจการเป็นของตัวเองมากกว่าเป็นลูกจ้างคนอื่น
     12. ชอบทำบททดสอบว่า ตัวเองถนัดด้านใด จุดอ่อนอยู่ที่ใด 
     13. ชอบฝึกทักษะใหม่ๆ เพอื่ พัฒนาตนเอง เช่น เรียนภาษาต่างประเทศ ฝึกศิลปะ
     14. มักชอบไปศาสนสถานที่ตนเองนับถือสม่ำเสมอ
     15. มักมีความฝันของตัวเองโดยเฉพาะมักชอบบันทึกและมุ่งมั่นที่จะทำตามฝัน
     หากมีแววตั้งแต่ 12 ข้อขึ้นไปก็น่าจะเป็นอัจฉริยะด้านนี้ครับ

     การศึกษาเรื่องการเข้าถึงตนเองของมนุษย์มีมาตลอดประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ทั้งทางตะวันตกและตะวันออก เพื่อเข้าใจตนและผู้อื่นและเพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
     โดยเฉพาะคนที่จะมาเป็นผู้นำด้วยแล้ว ยิ่งต้องรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง จะได้ใช้จุดแข็งให้เป็นประโยชน์ ไม่ควรทำทุกอย่างด้วยตัวเอง สามารถมอบหมายงาน แบ่งงานให้ลูกน้องทำตามความถนัดและความเหมาะสม เพื่อเขาจะได้เติบโตและพัฒนาตนเองต่อไปได้ในอนาคต
     สำหรับศาสนาพุทธที่ชาวไทยส่วนใหญ่นับถือนั้นนับเป็นวิทยาศาสตร์ด้านการเข้าใจตนที่ลึกซึ้งมาก หลักจิต และจิตวิทยา เพราะการฝึกสมาธิของศาสนาพุทธนั้นสามารถก่อให้เกิดความสงบและปัญญา แก้ปัญหาที่ราก เข้าถึงนิพพาน (วิปัสสนาสมาธิ) การฝึกสติสัมปชัญญะจะช่วยป้องกันการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้
     ดังนั้นวิธีการส่งเสริมด้านนี้นอกจากเปิดโอกาสให้เด็กทำงานตามลำพัง แยกตัวจากกลุ่มบ้าง สอนให้เห็นคุณค่าของตัวเองนับถือตัวเอง สนับสนุนให้ทำงานเขียน บันทึกประจำวัน หรือทำหนังสือ จุลสาร ทำโครงงาน การศึกษารายบุคคล หรือทำรายงานเดี่ยว ให้เรียนตามความถนัด ความสนใจ ตามจังหวะการเรียนเฉพาะตน
     คุณพ่อคุณแม่ควรเสริมกิจกรรมเพื่อพัฒนาปัญญาทางด้านตนหรือการเข้าใจตนเองให้ลูก เช่น การอ่านวารสาร การนั่งสมาธิวิปัสสนา การประเมินตนเอง การบันทึก การคิดทบทวน การคัดลอกข้อความ คำคม คำกล่าวเกี่ยวกับตนเอง การเขียนคำประพันธ์ การแปลความ การคิดฉับพลัน การสร้างกรอบความคิด การวางเป้าหมาย เป็นต้น
     โดยเฉพาะการศึกษาหลักสำคัญในพุทธศาสนา การฝึกสมาธิวิปัสสนากรรมฐานด้วยหลักสติปัฏฐาน 4 อย่างเข้าใจและสม่ำเสมอจะช่วยให้เข้าใจตน พัฒนาศักยภาพภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มากยิ่งกว่าหลักสูตรการอบรมด้านพัฒนาบุคลิกภาพหรือหลักสูตรคิดเชิงบวกอย่าง Positive Thinking เสียอีก
     อยากฝากเรื่องภาวะผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำแบบไหน (ประชาธิปไตย อัตตาธิปไตย หรือ ธรรมาธิปไตย) ก็ตาม ที่สำคัญที่สุดก็คือประชาชนจะรับรู้หรือรู้สึกกับผู้นำของเขาอย่างไร

     ขอยกคำสอนบทที่ 17 ในคัมภีร์ว่าด้วยคุณธรรมอันโด่งดังของลัทธิเต๋า “เต้าเต๋อจิง” เขียนโดยเล่าจื๊อ ปราชญ์ชาวจีนที่มีชื่อเสียงที่สุด ที่ว่า

ผู้นำที่ดี ประชาชนเพียงรู้ว่า มีอยู่
รองลงมาคือ เคารพ ยกย่อง
ที่แย่ก็คือ ประชาชนพากันหวาดกลัว
แย่สุดก็คือ ประชาชนต่างเกลียดชัง
ผู้นำที่ดี เพียงแต่ขอความร่วมมือ ประชาชนก็จะร่วมกันทำงาน
เมื่องานสำเร็จ ประชาชนพากันเฉลิมฉลอง และบอกว่ามันเป็นผลงานของพวกเรา

     สุดท้ายของปัญญาด้านการเข้าใจตนเองและการก้าวเป็นผู้นำที่ดีก็คือ ต้องมีหลักปรัชญาและศาสนา หมั่นฝึกฝนเพื่อบรรลุเป้าหมายและความฝัน โดยหมั่นวิเคราะห์หาจุดอ่อน จุดแข็ง และพัฒนาตนเองตามหลักการที่กล่าวมาอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา หรือก็คือ การเจริญสตินั่นเอง

ติดตามอ่าน "ชุดพัฒนาการสมองลูกน้อย smart starts: brain power series" ได้ในเล่มครับ

 

อ่านเพิ่มเติมได้ใน นิตยสาร เรียล พาเรนติ้ง (Real Parenting) ฉบับที่ 65 เดือนกรกฎาคม 2010